วิจารณ์ยับ! ทรัมป์นั่งรถทักทายผู้สนับสนุน เสี่ยงแพร่เชื้อ

วิจารณ์ยับ! ทรัมป์นั่งรถทักทายผู้สนับสนุน เสี่ยงแพร่เชื้อ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกสื่อ และบุคลากรทางการแพทย์วิจารณ์อย่างหนัก หลังนั่งรถประจำตำแหน่งออกทักทายประชาชน ทั้งๆ ที่ยังรักษาอาการโควิด-19 ในโรงพยาบาล หวั่นแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่น

กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งรถเอสยูวีหุ้มเกราะประจำตำแหน่งประธานาธิบดี ออกมาโบกมือทักทายกลุ่มผู้สนับสนุนจากในรถ ด้านหน้าศูนย์การแพทย์ทหารวอลเตอร์ รีด ในรัฐแมริแลนด์ ทั้งๆ ที่เขากำลังรับการรักษาอาการป่วยโควิด-19 อยู่ ซึ่งแม้การออกมาปรากฏตัวดังกล่าวจะเป็นเวลาเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะเดินทางกลับเข้าโรงพยาบาล แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสื่อและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ที่เกรงว่าการกระทำดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ จะทำให้ผู้ที่อยู่ในรถคันดังกล่าว และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

นายแพทย์เจมส์ ฟิลิปส์ แห่งศูนย์การแพทย์ทหารวอลเตอร์ รีด ออกมาตำหนิการกระทำของนายทรัมป์อย่างรุนแรง โดยระบุว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อภายในรถ  เพราะรถเอสยูวีพิเศษคันนั้นไม่เพียงแค่กันกระสุน แต่ยังปิดผนึกสนิทเพื่อป้องกันการโจมตีทางเคมีด้วย ดังนั้นความเสี่ยงที่เชื้อโควิด-19 จะส่งต่อภายในรถมีสูงมาก ผู้ที่อยู่ในรถคันเดียวกับประธานาธิบดีอาจเสี่ยงที่จะล้มป่วย และจำเป็นต้องกักตัว 14 วัน 

ด้านสำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานว่า นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ยังคงกักตัวอยู่ภายในทำเนียบขาว โดยมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย แต่เธอตัดสินใจที่จะไม่ไปเยี่ยมนายทรัมป์ เนื่องจากไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ต้องเสี่ยงติดเชื้อไปกับเธอด้วย เพราะหากเธอต้องเดินทางไปก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ขับรถไปส่ง และเมื่อไปถึงก็ยังต้องมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มารับตัวเธอขึ้นไปเยี่ยมสามีด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่านายทรัมป์จะมีการโพสต์ทวิตเตอร์และคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าเขามีอาการดีขึ้นและแข็งแรงดี ขณะที่ทีมแพทย์ที่ทำการรักษาทรัมป์ก็แถลงไปในทางเดียวกันว่า การรักษาเป็นไปด้วยดี และทรัมป์น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในวันจันทร์นี้ตามเวลาในท้องถิ่น แต่ก็ยังมีการเปิดเผยว่าทรัมป์มีอาการหนัก โดยต้องมีการให้ออกซิเจน เนื่องจากมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำมาแล้วถึง 2 ครั้งใน 2 วัน รวมทั้งเขายังได้รับยาสเตียรอยด์ เดกซาเมทาโซน ซึ่งมักจะใช้กับคนไข้ที่มีอาการหนักเท่านั้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาการของผู้นำสหรัฐฯ อาจจะหนักกว่าที่คิด.

ที่มา : บีบีซี

อ่านเพิ่มเติม…

scroll to top