“บ่อน” เกลื่อนเมือง ย้อนแย้งตัวเลขคดีการพนัน

“บ่อน” เกลื่อนเมือง ย้อนแย้งตัวเลขคดีการพนัน

เมื่อบ่อนการพนันเป็นต้นตอการระบาด COVID-19 รอบใหม่ ตำรวจจึงถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดบ่อน กระทบต่อความเชื่อมั่นของตำรวจ จน ผบ.ตร.ต้องเร่งแก้ไขปัญหา สั่งย้ายตำรวจออกนอกพื้นที่และเร่งปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมาย

วันนี้ (7 ม.ค.2654) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถิติการดำเนินคดีการพนัน ปี 2559-2562 ที่รวบรวมจากระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ในการดูแลของตำรวจภูธรภาค 2 มีแนวโน้มที่จะมีคดีเกี่ยวกับการพนันเพิ่มขึ้นถึง 200%

แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับย้อนแย้งกับจำนวนการ “รับแจ้ง” คดีและการ “จับ” บ่อนการพนัน โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออก โดย จ.ชลบุรี พบการรับแจ้งคดีบ่อนการพนันและการจับกุมคดีเกี่ยวกับบ่อนการพนัน เฉลี่ยปีละ 2 คดี

จ.ระยอง กลับไม่พบการแจ้งคดีและการจับกุมคดีการพนัน ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน หรือเรียกได้ว่าคดีเป็นศูนย์ เช่นเดียวกับ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ที่ไม่พบการรับแจ้งและการจับกุมเป็นศูนย์ตั้งแต่ปี 2560

ข้อมูลที่สะท้อนผ่านสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมมาจากข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้อนแย้งกับข้อมูลที่ปรากฏจากการระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ที่พบการระบาด COVID-19 ขณะนี้

และด้วยข้อมูลข้างต้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่อาจอยู่เฉย โดยยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ส่งจเรตำรวจและเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ลงไปติดตามการทำหน้าที่ของตำรวจในพื้นที่ ซึ่งหากพบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีทางทางวินัยและทางอาญา ไม่ใช่แค่ย้ายออกนอกพื้นที่เมื่อเรื่องแดง และย้ายกลับพื้นที่เมื่อเรื่องเงียบ

ข้อมูลที่ไล่เรียงข้างต้นมองได้ 2 ด้าน คือ 1.ข้อมูลอาจสะท้อนข้อเท็จจริง โดยตัวเลขคดีน้อย แต่กรณีที่พบบ่อนรายวัน อาจเป็นแจ็กพอร์ต และ 2.เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย หรือ “จงใจ” ละเลยให้เกิดบ่อนการพนัน จึงทำให้ตัวเลขการจับกุมและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกัน – Thai PBS

scroll to top